แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางทันตกรรม Dental Safety Goal & Guideline 2015


 

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 ทันตแพทยสภาได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ศึกษาและพัฒนามาตรฐานด้านความปลอดภัย ทางทันตกรรมขึ้น เพื่อศึกษาและกำหนดแนวทางปฏิบัตืเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการให้บริการทางทันตกรรม ซึ่งในเบื้องต้นได้กำหนด Dental Safety Goals and Solutions 2009 ออกมา แต่หลังจากทดลองใช้และปรับปรุงจึงกลายเป็น "แนวทางปฏิบัตืเพื่อความปลอดภัยทางทันตกรรม" ThaiDentalSafetyGoalsandGuidelines2010 ซึ่งได้มีการเผยแพร่ ให้ทันตบุคลากรนำไปประยึกต์ใช้ ทั้งในภาครัฐ และเอกชน

จนต่อมาในวันท่ี 28 กรกฎาคม 2554 ทันตแพทยสภาได้ดำเนิน โครงการ “คลีนิกทันตกรรม คุณภาพ” ภายใต้การดูแลของคณะอนุกรรมการส่งเสริมจรรยาบรรณ โดยนำ Thai Dental Safety Goals and Guidelines 2010 มาเป็นแนวทางในการสุ่มสำรวจ พบว่ามีการพัฒนาคุณภาพของคลีนิกทันตกรรมอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้เรียนรู้ถึง ข้อจำกัดและการนำแนวทางดังกล่าวไปประยุกต์ใช้

ต่อมาในปี 2557 ได้มีการจัดต้ังคณะทําางานศึกษาและพัฒนามาตรฐาน ด้านความปลอดภัย ทางทันตกรรม เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากโครงการคลีนิกทันตกรรมคุณภาพ โครงการ WHO Patient Safety Curriculum ที่จัดโดย สถาบันรับรอง คุณภาพสถานพยาบาล และความรู้ทางวิชาการล่าสุดมาทบทวนและปปรับเนื้อหาของ Thai Dental Safety Goals and Guideline 2010 ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับการปฎิบัติมากขึ้นและกำหนดเป็น Dental Safety Goals and Guidelines 2015 หรือ SAFETRRIC ซึ่งหวังว่าทันตบุคลากร จะสามารถนาําไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดกับทั้ง ผู้รับบริการและผู้ให้บริการต่อไป

Safe Communication: สื่อสารเพื่อการรับรู้และความเข้าใจ

  • SC 1 ผ้ปู่วยและญาติเข้าใจวิธีการรักษา ทางเลือกในการรักษา ผลลัพธ์ และความเสี่ยงที่อาจเกิดข้ึน
  • SC 2 ผู้ป่วยและญาติรับทราบค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นตามแผนการรักษา ที่วางแผนร่วมกับทันตแพทย์ก่อนการรักษา
  • SC 3 เมื่อมีภาวะแทรกซ้อนหรือความไม่สมบูรณ์ของการรักษา ผู้ป่วย ญาติ หรือผู้ปกครอง ต้องได้รับทราบและเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งพยากรณ์โรคและแนวทางการรักษาท่ีจะได้รับ

Safe Treatment: ให้การรักษาอย่างปลอดภัย

  • ST 1 ถูกคน ถูกตําแหน่ง
  • ST 2 ผู้ป่วยมีความพร้อมด้านสุขภาพร่างกายในการรับการรักษาทางทันตกรรม
  • ST 3 ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยท่ีเหมาะสมและได้รับการรักษาท่ีปลอดภัย
  • ST 4 ผู้ป่วยท่ีมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฉุกเฉิน ควรได้รับการรักษา ภายใต้บุคลากรท่ีมีความสามารถ และมีความพร้อมของ อุปกรณ์ ยา
  • ST 5 ผู้ป่วยเด็กหรือผู้ป่วยพิเศษ ควรได้รับการควบคุมการเคล่ือนไหว อย่างเหมาะสม (Protective Stabilization) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ในการรักษา

Safe Infection Control: ควบคุมการติดเชื้อตามมาตรฐาน

  • SI 1 การล้างมือ
  • SI 2 การสวมอุปกรณ์ป้องกันตนเอง (Personal Protective Equipment) ได้แก่ ถุงมือ แมสค์ แว่นป้องกัน หรือแผ่นป้องกันใบหน้า เสื้อกาวน์
  • SI 3 การเตรียมเครื่องมือที่ใช้บำบัดรักษาผู้ป่วย (Instrument Processing)
  • SI 4 การดูแลพื้นผิวในบริเวณที่ให้การรักษา (Surface Asepsis)
  • SI 5 การฉีดยาอย่างปลอดภัย (Safe Injection)
  • SI 6 การดูแลสุขอนามัยของทางเดินหายใจ (Respiratory Hygiene/Cough Etiquette)
  • SI 7 การควบคุมการติดเชื้อในงานแลปทันตกรรม(Dental Laboratory Asepsis)
  • SI 8 การควบคุมการติดเชื้อจากการถ่ายภาพรังสีทางทันตกรรม
  • SI 9 การดูแลขยะภายในคลินิกทันตกรรม
  • SI 10 มาตรการเสริมอื่นๆ

Safe Record: บันทึกข้อมูลสำคัญครบถ้วน

  • SR 1 มีการบันทึกเวชระเบียนที่แสดงถึงความเหมาะสมในการตรวจ วินิจฉัย การประเมิน การให้การรักษา การให้ข้อมูลผู้ป่วยเพื่อวางแผนการรักษาที่มีความซับซ้อน และการให้ข้อมูลเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือความไม่สมบูรณ์ ของการรักษา

Risk Management: การจัดการความเสี่ยง

  • RM 1 มีกิจกรรมค้นหาความเสี่ยง เพื่อการเรียนรู้โดยใช้ค่านิยมการ ไม่กล่าวโทษ (No Blame Culture)
  • RM 2 มีกิจกรรมวิเคราะห์อุบัติการณ์ เพื่อการเรียนรู้ และการปรับปรุง เชิงระบบ เพื่อป้องกันความเสี่ยง