ติดต่อทันตแพทยสภา

หมายเหตุ

ถ้ามีข้อสงสัย หรือมีปํญหาร้องเรียน สามารถติดต่อ ทันตแพทยสภา โทร 0-2951-0420-2

ทันตแพทยสภาจะไม่รับเรื่องร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ทุกกรณี

ค้นหา

ความรู้สำหรับประชาชน

จัดฟันแฟชั่น อันตรายที่คาดไม่ถึง

การจัดฟันแฟชั่น เป็นการจัดฟันของผู้ที่ไม่ใช่ทันตแพทย์

อาจเป็นช่างทันตกรรม ผู้ช่วยทันตแพทย์หรือผู้ที่ได้รับการบอกและสอนต่อๆกันมา ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่มีความรู้ที่เพียงพอในการที่จะใส่เครื่องมือจัดฟัน ทำให้เกิดผลเสียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนในการทำที่สกปรก ไม่มีการฆ่าเชื้อโรค การใส่เครื่องมือที่ลวดอาจดันให้ฟันเคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งเดิม หรือพลาสติกกดเหงือกทำให้เหงือกอักเสบเป็นแผล รวมทั้งการใช้เครื่องมือที่ไม่ได้คุณภาพ ใส่แล้วอาจเป็นสนิมเกิดขึ้นในปากได้ เป็นอันตรายต่อผู้ใส่ และผู้ที่ทำให้ก็มีความผิดทางกฎหมายในการทำฟันโดยที่ไม่ใช่ทันตแพทย์

ความเป็นมา

โดยปกติแล้วเด็กวัยรุ่นที่มี ฟันเรียงตัวเป็นปกติ ไม่มีปัญหาในการใช้งานหรือมีปัญหาเรื่องความสวยงาม เมื่อมาพบทันตแพทย์เพื่อขอใส่เครื่องมือจัดฟัน ทันตแพทย์จะปฎิเสธที่จะใส่เครื่องมือจัดฟันให้เนื่องจากไม่มีข้อบ่งชี้ทางทันตกรรมแต่อย่างใด ทำให้มีกลุ่มบุคคลที่เห็นช่องทางหารายได้จากความต้องการจัดฟัน ของเด็กและเยาวชน จึงมีการเปิดรับจัดฟันแฟชั่นขึ้น เริ่มต้นในช่วงปี 2547 ได้มีกระแสนิยมในการจัดฟันแฟชั่นที่ใช้ลวดเส้นเล็ก ร้อยลูกปัดสีต่าง ๆ บางชนิดเคลือบสีและสารปรอทเพื่อให้สวยงาม มีจำหน่ายในราคาเส้นละ 50-120 บาท

เมื่อส่งตัวอย่างลวดและลูกปัด ให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจพบว่ามีสารเคมีรุนแรง ทั้งสารตะกั่ว สารหนู สารแคดเมียม ทางหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีการประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ออกประกาศห้ามผลิตและจำหน่ายลวดจัดฟันแฟชั่น โดยมีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน ทำให้ปัญหาดังกล่าวได้เบาบางลง ต่อมาในช่วงปี 2550 กระแสนิยมในเรื่องจัดฟันแฟชั่นได้เปลี่ยนไปจากการใช้ลวดเส้นเล็กร้อยลูกปัดสีต่างๆได้หายไปจากสังคมไทย กลายเป็นการใช้เครื่องมือจัดฟันแฟชั่นที่เลียนแบบใกล้เคียงกับเครื่องมือที่ทันตแพทย์ใช้มากขึ้น มีทั้งการใส่เครื่องมือที่ติดแน่นกับฟัน และเครื่องมือที่ถอดได้ โดยมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยากซับซ้อนขึ้น และมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในระดับ 2,000-2,500 บาท สภาพปัญหาและความรุนแรงของปัญหาจัดฟันแฟชั่น

จากข้อมูลในอินเตอร์เน็ท

พบว่า ในเกือบทุกweb board ของวัยรุ่นที่เปิดให้แสดงความคิดเห็น จะมีผู้เข้าไป post โฆษณาและชักชวนให้มีการจัดฟันแฟชั่น โดยให้เบอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ติดต่อไป มักจะเป็นข้อความเหมือนกัน แต่มีการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ไม่ให้เหมือนกัน

  • มีรูปแบบที่โฆษณาว่า เป็นการใช้ลวดและเครื่องมือที่ทันตแพทย์ใช้
  • มีประกาศรับสอนการทำจัดฟันแฟชั่น
  • มีบริการรับไปพิมพ์ฟันถึงที่บ้าน
  • มีการส่ง เครื่องมือจัดฟันที่ทำเสร็จแล้วไปให้ที่บ้านทางไปรษณีย์
  • สามารถสั่งซื้อ ลวดจัดฟัน ยาง และอุปกรณ์ในการทำได้ จัดส่งทั่วประเทศ
  • จาการเดินสำรวจตามสถานที่รับจัดฟันแฟชั่น พบว่า ได้รับความนิยมจากเด็กวันรุ่นค่อนข้างมาก บางแห่งมีเด็กวัยรุ่นมาใช้บริการตลอดเวลา พบว่าจะต้องรอคิวในการทำ แม้จะเป็นเวลากลางวันก็มีเด็กวัยรุ่นโดดเรียนมาใช้บริการ บางครั้งจนคนทำไม่มีเวลากินข้าวกลางวัน

บางแห่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยใช้คำว่า Lab เพื่อให้เข้าใจว่า เป็น Laboratory ที่สามารถทำฟันปลอม เครื่องมือจัดฟันให้กับทันตแพทย์

สถานที่มักจะเป็น ตลาดนัด แหล่งชุมชน ถ้าเป็นห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงก็จะอยู่หน้าห้างฯ แต่ถ้าเป็นห้างสรรพสินค้าเล็กๆ ก็จะอยู่ในห้างฯ บริเวณที่พบ เช่น วังหลัง อนุสาวรีย์ (Fashion Mall) ด้านหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว Imperial World สำโรง

มีแหล่งรับจัดฟันแฟชั่น ทั้งในกรุงเทพฯ และในเกือบทุกจังหวัด รูปแบบของการจัดฟันแฟชั่น

มีการใส่เครื่องมือ 2 แบบหลักๆ คือ

  • การใส่เครื่องมือแบบติดแน่น และการใส่เครื่องมือถอดได้
  • เครื่องมือแบบติดแน่น

รูปแบบเป็นการติดเครื่องมือ Bracket ลงบนฟันหน้าบน 8 ซี่ และ/หรือ ฟันล่าง 8 ซี่ โดยสามารถทำได้ในเวลา 20-30 นาที ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 800-1200 บาทต่อ 8 ซี่ มีบริการเปลี่ยนสียางฟรี 1 ครั้ง และถ้าถอดออกจะต้องเสียค่าบริการ 200 บาท

ขั้นตอนการทำ

จะมีการใช้หัวกรอฟันที่เป็นหิน กรอเอาเคลือบฟันออก (ทำให้เสียเคลือบฟันไป ซึ่งทันตแพทย์จะไม่มีการกรอเอาเคลือบฟันที่ดีๆออกไป) แล้วใช้กรดฟอสฟอริก (ชนิดเดียวกับที่ทันตแพทย์ใช้ในการทำฟัน)กัดฟันให้เป็นรูพรุนเล็กๆ เพื่อที่จะให้เกิดการยึดเครื่องมือ Bracket ให้ติดกับฟันได้ (แต่ผู้ทำจะบอกว่า เป็นน้ำยาล้างฟันให้สะอาด) จากนั้นใช้วัสดุยึดระหว่างเครื่องมือ Bracket กับฟัน มีการใช้ลวดร้อยเข้าไปในร่องของ Bracket แล้วใช้ยางรัดให้ลวดติดกับ Bracket • เครื่องมือแบบถอดได้

มีสองรูปแบบหลักๆ คือ

  • เป็นเครื่องมือคงสภาพฟัน(Retainer) เหมือนกับที่ทันตแพทย์ใช้ อาจเพิ่มเครื่องมือ Bracket อยู่บน Retainer เพื่อให้ดูเหมือนว่าเป็นการจัดฟันแบบติดแน่น
  • เป็นเครื่องมือที่เรียกว่า Splint ที่ทันตแพทย์ใช้รักษาผู้ป่วย แต่มีการเพิ่มเครื่องมือ Bracket เข้าไปด้านหน้า เพื่อให้เหมือนกับการจัดฟันแบบติดแน่น

ขั้นตอนในการทำ จะต้องมีการพิมพ์ฟัน เพื่อทำแบบฟัน (model) จะมีการนัดเพื่อมาใส่เครื่องมือในอีก 1 สัปดาห์ โดยคนที่ทำจะส่งให้ทาง laboratory ที่อยู่ในขบวนการเดียวกันให้ทำเครื่องมือให้ จากนั้นก็จะใส่เครื่องมือในปากให้ อันตรายของการจัดฟันแฟชั่น

ขั้นตอบการทำสกปรกและมีโอกาสได้รับเชื้อโรค

  • ผู้ทำไม่ได้ใส่ถุงมือ ไม่มีการล้างมือด้วยน้ำยากำจัดเชื้อก่อนทำงาน
  • เครื่องมือที่ใช้ เช่น ถาดพิมพ์ฟัน ใช้แล้วไม่ได้ล้าง มีคราบวัสดุพิมพ์ปากและคราบปูนหล่อแบบติดอยู่ ไม่มีการฆ่าเชื้อใดๆ ซึ่งมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อโรคที่มาจากน้ำลายของผู้ใช้บริการคนก่อนๆ • อันตรายของตัวเครื่องมือจัดฟันแฟชั่น
  • มีการใช้ หัวกรอฟันที่เป็นหิน กรอเอาเคลือบฟันออก ทำให้มีการเสียเคลือบฟันไป รวมทั้งการใช้กรดกัดฟัน ซึ่งจะทำให้เคลือบฟันบางลง ทำให้มีโอกาสที่จะทำให้เกิดฟันผุได้ง่ายขึ้น เคลือบฟันที่ถูกทำลายไปไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้
  • ฟันอาจมีการเคลื่อนไปจากตำแหน่งเดิม เนื่องจากเครื่องมือที่ใส่มีแรงกดจากลวดที่ใส่ ทำให้ฟันไม่เป็นระเบียบ และถ้าลวดกดฟันมากเกินไป จะทำให้มีอาการปวดมาก จนอาจทำให้ฟันซี่นั้นตาย เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ หรือรากฟันละลาย จะต้องรักษารากฟันหรือถอนฟันซี่นั้นๆทิ้งไป
  • เมื่อใส่เครื่องมือในปาก เครื่องมืออาจหลุดลงคอ บาดกระพุ้งแก้ม และเนื้อเยื่อในช่องปาก ทำให้เป็นแผล นอกจากนั้นอาจกดเหงือกทำให้เหงือกอักเสบบวมแดง การมีแผลในช่องปากต่อเนื่องกันนานๆ หลายปี มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งของเนื้อเยื่อในช่องปากได้
  • การแปรงฟันทำได้ยาก มีเศษอาหารและแผ่นคราบจุลินทรีย์ติดสะสมอยู่รอบๆเครื่องมือที่ใส่ เมื่อใส่เครื่องมือนานหลายๆเดือน ก็อาจทำให้ฟันผุเป็นรูสีน้ำตาลรอบๆเครื่องมือที่ใส่ สรุป การจัดฟันแฟชั่น ไม่ได้ทำให้เด็กวัยรุ่นเท่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอันตรายต่อฟันและอวัยวะอื่นๆที่คาดไม่ถึงติดตามมาอีกมาก เด็กวัยรุ่นไม่ควรตัดสินใจที่จะจัดฟันแฟชั่นเพราะคิดเพียงแต่ต้องการความเท่ ทันสมัย เหมือนเพื่อนๆ นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงสังคมไทยที่ไม่ได้พัฒนาเป็นสังคมแห่งปัญญา แต่เป็นสังคมที่มีกลุ่มบุคคลหาผลประโยชน์จากความไม่รู้ของเด็กวัยรุ่น